ประวัติเอกสารจากหมวดหมู่ ‘ความรู้เกี่ยวกับบ้าน’

7 เรื่องควรรู้ก่อนการสั่งสร้างบ้าน

01/11/2009

การจะสร้างบ้านสักหลัง ไม่ว่าจะเป็น บ้านในฝัน บ้านหลังแรก หรือบ้านหลังที่สอง ก็ล้วนต้องมีความรอบคอบมากขึ้น ในการเลือกผู้ประกอบการหรือผู้รับจ้างสร้างบ้าน โดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจถดถอย และกำลังซื้อลดลง “ราคาถูก” จากการต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดของบรรดาผู้ประกอบการต่างๆ อาจจูงใจใครหลายคน แต่ก็ไม่ได้หมายความว่า ราคาถูกจะตอบทุกโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคได้ ขณะเดียวกัน “ราคาสูง” ไปก็ไม่ได้รับประกันว่า ได้ของดี มีคุณภาพ สมราคา

เอา “ถูกไป” ก็ไม่ดี “แพงไป” ก็ไม่ได้อีก งั้นเราลองมาศึกษาเรื่องสำคัญๆ 7 ประการที่ควรจะรู้ก่อนเลือกผู้รับจ้างสร้างบ้าน กันดีกว่า

1. ตรวจเช็คประวัติผู้ประกอบการ ท่านสามารถตรวจสอบประวัติเบื้องต้นของผู้ประกอบการได้จากหน่วยงาน ต่อไปนี้
1.1 สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค
• เคยถูกร้องเรียนหรือไม่ ?
• เรื่องที่ถูกร้องเรียน ร้ายแรงเพียงใด เช่น ทิ้งงาน สร้างบ้านไม่ได้คุณภาพ อื่นๆ

1.2 กรมพัฒนาธุรกิจการค้า
• ตรวจสอบว่ามีการยื่นงบดุลจนถึงปัจจุบัน หรือไม่ ? เพราะอาจเลิกกิจการในทางกฎหมายแล้วแล้วโดยไม่ได้มีบอกกล่าว เช่น หยุดส่งงบดุลและไม่เคยเสียภาษี
• ตรวจสอบว่าผลประกอบการเป็นอย่างไร ทั้งนี้อย่าเชื่อจากคำโฆษณาที่อ้างว่ามีผลงานสร้างบ้านปีละนับ 100 ล้านบาท
• ที่ตั้งหรือที่อยู่ของบริษัทฯ มีตัวตนจริงหรือไม่ มั่นคงหรือไม่ ?

2. ลูกค้าเก่าและผลงานสร้างบ้านปัจจุบัน
• การขอโอกาสพูดคุยกับลูกค้าที่เคยสร้างบ้านกับบริษัทมาก่อน เพื่อจะรู้ถึงจุดอ่อน-จุดแข็งชองบริษัทฯ ก่อนที่เราจะเลือกตัดสินใจ

• ขอไปชมผลงานที่อยู่ในระหว่างก่อสร้างในปัจจุบัน เลือกดูอย่างน้อย 3 แห่ง เพื่อศึกษาว่ามีมาตรฐานที่ดีทุกขั้นตอน เช่น เลือกชมผลงานในช่วงงานโครงสร้าง (คาน เสา พื้น) ช่วงงานผนัง (ก่ออิฐ-ฉาบปูน) ช่วงงานขั้นสุดท้าย (ติดกระเบื้องพื้นผนัง สุขภัณฑ์ ทาสี เก็บงาน)

3. วิเคราะห์สิ่งที่เราต้องการและจัดอันดับ
• ความสะดวก
• ผู้ประกอบการที่มีมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ (มืออาชีพ)
• ความแตกต่าง (ดีไซน์ ฟังชั่น)
• ควบคุมงบประมาณมิให้บานปลาย
• พร้อมเสี่ยงที่จะถูกทิ้งงาน

4. ราคาที่สะท้อนความเป็นจริง
• ระวังราคาต่ำสุด (เพราะสะท้อนว่าผู้ประกอบการมีปัญหา)
• ราคาสูงสุด ไม่ได้ยืนยันว่าดีที่สุด
• ราคาต้องสะท้อนสิ่งที่ได้รับ เช่น บริการก่อน-หลังการขาย วัตถุดิบหรือวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง
• จงรู้ความจริงว่า…แต่ละบริษัท มาตรฐานไม่ได้เหมือนกัน

5. การเปิดเผยข้อมูล
• การเปิดเผยข้อมูลหมายถึง ข้อมูลเจ้าของหรือผู้บริหาร
• การเปิดเผยข้อมูลสินค้าและบริการ (ก่อนและหลังการขาย)
• การ เปิดเผยข้อมูลโดยละเอียดของผู้ประกอบการย่อมดีกว่าปิดบัง เพราะทำให้เราตรวจสอบข้อมูลได้ง่าย หรือแม้ว่าไม่ได้ตรวจสอบแต่ก็เป็นการแสดงเจตนาที่ดี สำหรับรายที่ปิดบังหรือให้ข้อมูลคลุมเครือพึงระมัดระวังไว้ก่อนว่า…เจตนา ไม่บริสุทธิ์

6. สัญญาว่าจ้างและข้อควรระวัง
เข้าใจก่อนว่าสัญญาส่วนใหญ่มักเขียนเอาเปรียบผู้บริโภค แต่เราสามารถพิจารณาในประเด็นสำคัญๆ เพื่อมิให้เสียเปรียบ ได้แก่
• วันที่เริ่มและสิ้นสุดสัญญา (ถ้าจะให้ดีที่สุดควรเริ่มนับตั้งแต่วันที่ลงนามในสัญญา และชำระเงินงวดเซ็นสัญญาแล้ว)
• ข้อความที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายควบคุมอาคาร
• ค่าปรับตามสัญญา กรณีก่อสร้างล่าช้า (ข้อความต้องไม่คลุมเครือ) ควรระบุให้ชัดเจน
• การแบ่งจ่ายเงินค่าก่อสร้างตามงวดงานที่แล้วเสร็จ หลักๆแบ่งเป็น 3 ช่วง ได้แก่
- เซ็นสัญญา ไม่ควรจ่ายเกิน 10-15%
- งานโครงสร้างหลัก (คาน เสา พื้น) โครงสร้างหลังคา แล้วเสร็จ ไม่ควรจ่ายเกิน 45-50%
- งานหลังคา-ผนัง งานระบบสายไฟฟ้า-ท่อประปาภายในแล้วเสร็จ ไม่ควรจ่ายเกิน 70-75%
- งานตกแต่งพื้น-ผนัง ทาสี สุขภัณฑ์ บันได ควรมีวงเงินกันไว้ประมาณ 25-30% (อาจแบ่งซอยเป็น 2-3 งวด)
-
7. อ่านข้อมูลสินค้าและบริการให้ละเอียดและเข้าใจอย่างน้อย 3 รอบ พึงตระหนักไว้เสมอว่าราคาบ้านที่แตกต่างกันมีผลมาจาก

• ค่างานบริการ อาทิ ค่าขอติดตั้งไฟฟ้า-ประปา ค่าธรรมเนียมขออนุญาตต่างๆ ค่าเดินทางและขนส่ง ค่าดูแลรับประกันซ่อมแซมภายหลังส่งมอบงานที่แตกต่างกัน (รับประกัน 1 ปี, 2 ปี และ 3 ปี) ฯลฯ เป็นต้น

• วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง อาทิ เสาเข็ม คอนกรีต กระเบื้องหลังคา วัสุก่อผนัง วัสดุปูพื้น สุขภัณฑ์ ประตู-หน้าต่าง สีทาบ้าน ระบบงานไฟฟ้า ฯลฯ ปัจจุบันสามารถหาข้อมูลหรือเปรียบเทียบราคาวัสดุเหล่านี้ได้ง่าย เช่น อินเตอร์เนต เวบไซต์ผู้ผลิตและจำหน่าย

• อย่าเชื่อเด็ดขาด หากผู้ประกอบการบอกว่าสามารถซื้อวัสดุหรือสินค้าได้ราคาถูกกว่าใคร ทำให้ลดราคาบ้านหรือรับงานสร้างบ้านได้ราคาต่ำกว่ารายอื่น (ไม่จริง) ถ้ามาไม้นี้เมื่อไร บอกได้เลยว่ามีปัญหาแน่ๆ

พึงระลึกไว้เสมอว่าเงินล้านที่เก็บหอมรอมริบไว้ เพื่อจะสร้างวิมานหรือบ้านในฝันอาจกลายเป็นฝันสลายได้ง่ายๆ หากขาดรอบคอบหรือตกเป็นเหยื่อเพราะความโลภ หรือจากข้อเสนอที่ถูกนำมาล่อใจ…ก็หวังว่าทุกท่านจะตัดสินใจเลือกผู้ประกอบ การสร้างบ้านหลังใหม่ได้ดั่งใจปรารถนา พบกับเรื่องดีๆที่น่ารู้ในการสร้างบ้านกันใหม่ครับ

ที่มา : กรุงเทพธุรกิจ
โดย : สิทธิพร สุวรรณสุต

สร้างบ้านอย่างไรไม่ให้ถูกโกง

04/09/2009

นายพันธุ์เทพ ทานชิติกุล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ได้ออกมาแนะนำวิธีสังเกตและเลือกบริษัทรับสร้างบ้านในเบื้องต้น เพื่อประกอบการตัดสินใจ โดยยกตัวอย่าง บริษัทสุระปัญญา เป็นตัวอย่างในข้อสังเกตดังนี้

1) ราคาที่ผู้ประกอบการ ใช้โฆษณาถูกกว่าท้องตลาดทั่วไปโดยเฉลี่ยตั้งแต่ 20-30% ซึ่งไม่น่าเชื่อว่า จะมีผู้ประกอบรายใดสามารถส่งมอบงานที่มีคุณภาพภายใต้ราคา ดังกล่าวได้

2) เงื่อนไขการชำระเงินมีการเก็บเงินล่วงหน้าเป็นจำนวนมาก และในงวดก่อนสุดท้ายพบว่ามีการเก็บเงินไปแล้ว 90% ขณะที่งานก่อสร้างดำเนินการไปเพียง 50%

3) ข้อความบางตอนในสัญญากำหนด ให้สัญญาต้องถูกยกเลิกเมื่อผู้ว่าจ้างไม่ชำระเงินตามกำหนด ซึ่งผู้ว่าจ้างส่วนใหญ่เมื่อรู้สึกตัวว่าชำระเงินไปมาก แต่ยังไม่ได้รับงาน (ก่อสร้างบ้าน) ที่เหมาะสมจึงหยุดชำระเงินและเป็นเหตุให้ผิดสัญญา

4) จากข้อร้องเรียนของผู้เสียหายพบว่า ยังไม่เคยมีรายใดที่บริษัทสุระปัญญาก่อสร้าง บ้านให้แล้วเสร็จ จึงเป็นเหตุให้สงสัยว่าบริษัทมีเจตนาจะก่อสร้างให้แล้วเสร็จหรือไม่

จากกรณีของบริษัทสุระปัญญา สมาคมได้ประชาสัมพันธ์ “สัญญามาตรฐานปลูกสร้างบ้าน” เพื่อเป็นแนวทางให้ผู้ประกอบการ และผู้บริโภคใช้ศึกษาประกอบการตัดสินหรือ ใช้ในการทำสัญญาว่าจ้างปลูกสร้างบ้าน ซึ่งปัจจุบันสมาชิกส่วนใหญ่ของสมาคมได้ศึกษา และปรับปรุงสัญญาของตนให้สอด คล้องกันกับสัญญามาตรฐานแล้ว

เรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหม่ เป็นเรื่องที่เกิดมานาน และเชื่อว่ายังคงจะมีต่อไปอีก ดังนั้นเพื่อให้ผู้บริโภคไม่ตกเป็นเหยื่อของ ผู้ประกอบการที่ไม่สุจริต จึงต้องมีหลักการเลือกผู้ประกอบการสร้างบ้านดังนี้

1) ราคามักเป็นกับดักที่ใช้ได้ผลเสมอ สำหรับผู้ประกอบการที่ไม่สุจริต เนื่องจากบ้านเป็นสินค้าราคาสูง ผู้ซื้อส่วนใหญ่ต้องเก็บสะสมเงินมาเป็นเวลานาน บางรายอาจจะไม่มีความพร้อม 100% ทำให้ผู้ซื้อบางรายพยายามแสวงหาราคาบ้านที่ถูกที่สุด เพราะหวังว่าจะใช้จ่ายน้อยที่สุด จนขาดความเฉลียวใจ และตกเป็นเหยื่อของผู้ไม่หวังดี ทั้งนี้ทุกอาชีพย่อมมีผู้ให้บริการ ที่แตกต่างกัน ซึ่งสะท้อนผ่านราคา จึงต้องเปรียบเทียบกับผู้ประกอบการที่มีชื่อเสียง และประสบการณ์ใกล้เคียงกัน

2) ราคาต้องไม่แตกต่างจากราคาเฉลี่ยในอุตสาหกรรม (สร้างบ้าน) มากนัก เนื่องจากธรรมชาติของการแข่งขันเสรี ไม่น่าจะมีผู้ประกอบการรายใดสามารถเสนอราคาที่แตกต่างกันมาก และสามารถดำรงธุรกิจอยู่ได้ โดยปราศจากคู่แข่งที่ตั้งราคาใกล้เคียงกัน

3) คุณภาพงานบ้านเป็นสิ่งที่ขึ้นกับ ความพึงพอใจของผู้บริโภค นอกเหนือจากมาตรฐานงานช่างทั่วไป บ่อยครั้งข้อพิพาทอาจไม่ได้มาจากมาตรฐานงาน แต่มาจากความคาดหวังของผู้บริโภค ดังนั้นเพื่อให้แน่ใจว่าพอใจกับผลงานของผู้ประกอบการ จึงจำเป็นต้องขอดูผลงาน (บ้านที่สร้างให้กับลูกค้ารายอื่นๆ) ประกอบการตัดสินใจเสมอ

4) สัญญาว่าจ้างถือเป็นข้อตกลงเพื่อหลีกเลี่ยง ข้อพิพาทและควบคุมทุกฝ่ายให้ปฏิบัติตาม จึงควรตรวจสอบรายละเอียดที่ระบุไว้เฉพาะบ้านที่ท่านต้องการ นอกเหนือจากบทบังคับเรื่องสิทธิและหน้าที่ระหว่างคู่สัญญา

5) งวดงานก่อสร้าง เป็นสิ่งที่ผู้ประกอบการไม่สุจริตมักใช้เป็นเครื่องมือเอาเปรียบ เนื่องจากการฉ้อโกงหรือเอาเปรียบใดๆ ล้วนมีวัตถุประสงค์เดียว คือต้องการเงิน โดยทำงานน้อยที่สุด ดังนั้นหากมีการชำระเงินล่วงหน้ามากผิดปกติ ต้องตั้งข้อสังเกตและสอบถามถึงวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจ

สมาคมเชื่อว่า หากท่านผู้บริโภคปฏิบัติตามคำแนะนำเบื้องต้น จะสามารถ หลีกเลี่ยงผู้ประกอบการที่ไม่สุจริตได้อย่างแน่นอน

โดย พันธุ์เทพ ทานชิติกุล นายกสมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน
ที่มา : ประชาชาติธุรกิจ 03-09-09

หลักปฎิบัติก่อนกู้เงินซื้อบ้าน

29/08/2009

หลักปฎิบัติก่อนกู้เงินซื้อบ้าน 5 ประการ

1. สำรวจความพร้อมของตัวเอง ก่อนตัดสินใจจะกู้เงินซื้อบ้าน โดยเฉพาะในเรื่องของฐานะทางการเงินว่ามั่นคง และมั่นใจพร้อมที่จะผ่อนบ้านแล้วหรือไม่ ในเบื้องต้นจำนวนเงินงวด ที่ผ่อนชำระ แต่ละเดือน นั้นไม่ควรเกินกว่า 30-40 % ของรายได้ที่สำคัญ ต้องตรวจสอบดูว่าตัวเองเคยมีการติดค้างการชำระเงินกู้ ไม่ว่าจะเป็น ค่างวดรถยนต์ ค่างวดเงินกู้อื่น ๆ ติดหนี้บัตรเครดิต หรือเคยจ่ายเช็คเด้ง เป็นต้น เพราะ ปัจจุบันสถาบันการเงินทุกแห่งต่างเข้มงวด และตรวจสอบประวัติการเงินของผู้กู้ทุกราย โดยจะใช้ฐานข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลเครดิต (Credit Bureau) เป็นข้อมูลประกอบการวิเคราะห์การอนุมัติสินเชื่อ หากเคยมีประวัติ เช่น นี้เรียกว่าติดแบล็คลิสท์ก็จะไม่ได้รับการอนุมัติ เงินกู้

ในส่วนของผู้กู้ที่เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ ควรจะสร้างเครดิตให้กับตนเองด้วยการเปิดบัญชีเงินฝาก เพื่อแสดงให้เห็นถึงสถานะทางการเงินโดยมีระยะเวลาไม่น้อยกว่า 6 เดือนขึ้นไป หรือแม้แต่ผู้กู้ที่มีอาชีพประจำก็ตามควรจะปรับปรุงสมุดบัญชีเงินฝากเป็นประจำสม่ำเสมอ

ทั้งนี้ สามารถตรวจสอบความสามารถในการกู้ และการผ่อนชำระก่อนได้ที่สถาบันการเงินทั่วไป รวมทั้งเว็บไซด์ของสถาบันการเงินทางอินเตอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยให้ผู้กู้รู้ถึงความสามารถของตน และจัดเตรียมหาผู้กู้ร่วมไว้ก่อนในกรณีที่ไม่สามารถกู้เพียงคนเดียวได้

2. หาแหล่งเงินกู้ที่สนใจจะใช้บริการ ซึ่งแหล่งเงินกู้เพื่อที่อยู่อาศัย สามารถแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มคือ

กลุ่มแรก สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารอาคารสงเคราะห์ (ธอส.) ธนาคารกรุงไทย และ ธนาคารออมสิน เนื่องจากเป็นธนาคารของรัฐบาล จึงค่อนข้างได้รับความไว้วางใจ จากประชาชนทั่วไป และ อาจมีอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ต่ำกว่าสถาบันการเงินเอกชนได้เล็กน้อย

กลุ่มที่สอง ธนาคารพาณิชย์และสถาบันการเงิน ( บริษัทเงินทุน, บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ) เนื่องจากมีการแข่งขัน ในตลาดสูงทำให้แต่ละแห่งเปิดให้บริการสินเชื่อที่อยู่อาศัย หลากหลายรูปแบบ ให้เลือกตามความต้องการ ตลอดจน การอำนวยความสะดวกด้านการบริการที่รวดเร็ว กลุ่มนี้จะมีต้นทุนในการดำเนินการที่สูง อัตรา ดอกเบี้ยจะมีการเปลี่ยนแปลงเคลื่อนไหวไปตามภาวะเศรษฐกิจ ที่ค่อนข้างจะรวดเร็วกว่าธนาคารของภาครัฐ

กลุ่มที่สาม บริษัทประกันชีวิตที่ให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย กลุ่มของบริษัทประกัน ชีวิต แม้จะสามารถให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัย แก่ประชาชนทั่วไป ได้เช่นเดียวกับธนาคารพาณิชย์ หรือ สถาบันการเงิน แต่ต้องอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และเงื่อนไข อาทิ ให้กู้ยืมได้แต่ละรายไม่เกิน 5,000,000 บาท หรือไม่เกิน 85% ของ ราคาปะเมินหลักทรัพย์ หรือ ราคาที่เสนอขาย ดังนั้น แหล่งเงินจากลุ่มนี้จึงอาจขาดความยืดหยุ่นในการให้บริการ เมื่อเปรียบเทียบ กับสองกลุ่มแรก

3. ศึกษารายละเอียด และเงือนไขของแต่ละสถาบันการเงินให้รอบคอบ ที่เห็นชัดเจนขณะนี้คือ การแข่งขัน ในเรื่องของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ที่มีหลากหลายรูปแบบ ทั้งแบบคงที่ และ ลอยตัว หากผู้กู้ต้องการความมั่นใจว่า จะไม่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่ขึ้นลง การเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ จะทำให้ ผู้กู้สามารถวางแผนด้านการชำระเงินค่าบ้านได้อย่างชัดเจน… แต่ถ้าคิดว่าอัตราดอกเบี้ย มีโอกาสเปลี่ยนแปลงไปกว่าอัตราดอกเบี้ยแบบคงที่ในปัจจุบัน ก็สามารถเลือกใช้อัตราดอกเบี้ยแบบลอยตัวได้
การจะพิจารณาเลือกแหล่งเงินกู้ หรือรูปแบบของบริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยขอให้ผู้กู้คำนึงถึงความต้องการและ เงื่อนไขความจำเป็นของตนเองเป็นที่ตั้ง จากนั้นพิจารณาดูว่าข้อเสนอของสาบันการเงินใด ที่ตรงกับเงื่อนไขที่ตั้งไว้ ให้มากที่สุด ก็น่าจะช่วยทำให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

4. การจัดเตรียมเอกสารหลักฐานสำคัญประกอบการยื่นเรื่องขอกู้ เอกสารที่ใช้ประกอบการ ยื่นเรื่องขอกู้นั้นจะเหมือนๆ กันในทุกสถาบันการเงิน ที่สำคัญหลัก ๆ ประกบด้วย เอกสารแสดงข้อมูลส่วนตัว เอกสารแสดงรายได้ และ เอกสารของหลักทรัพย์ ดังนี้

# เอกสารแสดงข้อมูลส่วนตัว เช่น
- สำเนาบัตรประชาชน/ ข้าราชการ (ผู้กู้ทุกคน)
- สำเนาทะเบียนบ้านผู้กู้ทุกคน (ทุกหน้า)
- สำเนาใบเปลี่ยนชื่อ/สกุล (ถ้ามี)
- สำเนาทะเบียนสมรส/ใบหย่า/ใบมรณบัตร (ถ้ามี)
- แผนที่ตั้งที่พักอาศัยปัจจุบัน/ที่ทำงาน
- สำเนาสัญญากู้/สัญญาจำนอง/Statement/ใบเสร็จการผ่อนชำระย้อนหลัง 12 เดือน (กรณีไถ่ถอนจำนอง)

# เอกสารแสดงรายได้
+ กรณีประกอบอาชีพประจำ ข้าราชการ/พนักงานรัฐวิสาหกิจ/ลูกจ้างบริษัท
- ใบรับรองเงินเดือนจากหน่วยงาน/สลิปเงินเดือน
- สำเนาบัญชีเงินฝากธนาคาร/ใบเสียภาษีเงินได้
- หลักฐานแสดงรายได้อื่น ๆ (ถ้ามี)

+ กรณีประกอบอาชีพอิสระ
- สำเนาทะเบียนการค้า/หนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล
- ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม/ใบเสียภาษีเงินได้
- Statement/บัญชีเงินฝากกระแสรายวัน/บัญชีเงินฝากธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน
- เอกสารหลักประกัน
- โฉนดที่ดิน หรือสำเนาหนังสือกรรมสิทธิ์ห้องชุดหรือ นส.3ก พร้อมสารบัญจดทะเบียนทุกหน้า (สำเนาทุกหน้า จำนวน 2 ชุด)
- สำเนาหนังสือสัญญาจะซื้อจะขาย/สัญญามัดจำ/ใบเสร็จเงินดาวน์
- สำเนาใบอนุญาตปลูกสร้าง/คำขออนุญาต/แบบแปลน(กรณีปลูกสร้าง ต่อเติม ซ่อมแซม)
- หลักฐานการเป็นเจ้าของอาคาร (สำเนาหนังสือสัญญาขายที่ดิน ฉบับสำนักงานที่ดิน หรือใบขอเลขที่บ้าน)

+ กรณีไถ่ถอนจำนองและชำระหนี้
- แผนที่แสดงที่ตั้งหลักประกันโดยสังเขป

การยื่นเอกสารที่ครบถ้วนตามที่สถาบันการเงินกำหนดไว้ จะช่วยให้การพิจารณา อนุมัติสินเชื่อเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องเสียเวลาส่งเอกสารเพิ่มเติมภายหลัง

5. หาแหล่งเงินกู้ที่อยู่ในเกณฑ์ที่สนใจเผื่อไว้สัก 2-3 แห่ง เผื่อพลาดจากแห่งหนึ่ง ก็ยังมีอีก 2 แห่งที่จะให้คำตอบได้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น หากมีข้อจำกัดในเรื่องที่สถาบันการเงินบางแห่งอาจจะ คิดค่าธรรมเนียมในกาประเมินราคาหลักประกัน (บ้านที่จะซื้อ) ทำให้ต้องเสียค่าใช้จ่ายมาก ตรงนี้มีทางเลือกคือ ยังมีบางสถาบันการเงิน ที่ไม่คิดค่าบริการดังกล่าว ลองพิจารณาเงื่อนไขนี้ไว้ ก็น่าจะเป็นประโยชน์ไม่น้อย

ที่มา : thaihomemaster.com

การซื้อบ้านมือสองเพื่อการลงทุน

27/08/2009

หัวใจสำคัญของการซื้อบ้านมือสอง เพื่อการลงทุนคือ ทำเลที่ตั้ง ดังนั้น ทำเลที่ดีของบ้านมือสองนั้น จะต้องเป็นทำเลที่ให้ความสะดวกสบาย เดินทางไปไหนมาไหนได้สะดวกสบาย ใช้เวลาน้อยและต้นทุนต่ำ วันหยุดอยู่บ้านไม่ต้องเดินทางออกไปไหน สะดวกในการทำกิจวัตรประจำวัน มีเพื่อนบ้านที่ดี สภาพแวดล้อมดี เช่น ร่มรื่น น้ำไม่ท่วม เข้าออกง่าย และมีความเงียบสงบ เป็นต้น บ้านแต่ละประเภทมีคุณลักษณะที่เหมาะแก่การลงทุนแตกต่างกันดังนี้

บ้านเดี่ยว
บ้านเดี่ยวมี ลักษณะทางกายภาพที่เหมาะแก่การลงทุนมากที่สุด เนื่องจากเป็นบ้านที่ให้บรรยากาศสุขสบาย และเป็นรูปแบบบ้านที่ได้รับความนิยมสูงสุด เป็นบ้านที่มีส่วนประกอบของที่ดินมากกว่าบ้านประเภทอื่น จึงทำให้มีแนวโน้มการเพิ่มมูลค่าในระยะยาว จากการเพิ่มค่าของราคาที่ดิน ตามความเจริญของทำเลที่ตั้ง

บ้านแฝด
บ้านแฝดเป็นการลงทุนที่น่าสนใจรองลงมาจากบ้านเดี่ยว ควรเป็นทำเลที่ดี และราคาที่น่าดึงดูดใจ ยิ่งถ้าทำเลนั้นๆ บ้านเดี่ยวหาได้ลำบากหรือ ราคาที่สูงเกินไป ทั้งนี้บ้านแฝดยังมีบริเวณเหลือที่ดินเหลืออยู่ ต่างจาก ทาวน์เฮาส์ ที่อาจดูแออัดกว่า

ทาวน์เฮาส์
ทาวน์เฮาส์เป็น ทางเลือกที่น่าสนใจทางหนึ่งของการลงทุนในบ้าน บริเวณย่านใจกลางเมืองหรือทำเลถัดๆ ออกมาที่หาบ้านเดี่ยวได้ลำบาก เพราะไม่มีคนทำขาย หรือถ้าคนขายก็มีราคาแพงมาก จนยากเกินกว่าจะลงทุนได้ แต่ปัญหาที่มักพบเสมอในทาวน์เฮาส์ก็คือ ปัญหาการอยู่อาศัยร่วมกับเพื่อนบ้าน จากความแออัด เนื่องจากบ้านมีขนาดเล็ก กำแพงและรั้วล้านถูกขนาบจากเพื่อนบ้านทั้งด้านซ้ายและด้านขวา ด้านหน้าและด้านหลัง ทางเลือกอาจต้องเป็นหมู่บ้านเกรดดี หรือ ทาวน์เฮาส์ที่มีขนาดกว้างพอสมควร

คอนโดมิเนียม
คอนโดมิเนียม หรือห้องชุด เป็นที่อยู่อาศัยที่มีลักษณะทางกายภาพ เหมาะกับการลงทุนน้อยที่สุด เนื่องจากส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นสิ่งปลูกสร้าง จึงมีแรงกดดันจากอิทธิพลการเสื่อมค่าของอาคารอยู่ตลอด จุดด้อยของคอนโดมิเนียมคือ การอยู่อาศัยต้องขึ้นอยู่กับเพื่อนบ้านที่อยู่อาศัยร่วม และขาดความยืดหยุ่นในการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงห้องชุด นอกจากนั้นยังมีค่าใช้จ่าย ในการดูแลรักษาสูงกว่าที่อยู่อาศัยประเภทอื่น
หากต้องการลงทุนในสินทรัพย์ประเภทนี้ ควรเป็นทำเลที่ดีมากๆ เช่น บริเวณใจกลางเมือง บริเวณรถไฟฟ้า บริเวณแหล่งท่องเที่ยวสำคัญๆ ที่หาสินทรัพย์ประเภทอื่นๆได้ยาก

อพาร์ตเมนต์
อพาร์ตเมนต์เป็น รูปแบบการลงทุนในบ้านประเภทหนึ่ง ที่มีผู้ให้ความสนใจอย่างกว้างขวาง การดำเนินงานอพาร์ตเมนต์จะสำเร็จหรือไม่มากน้อยแค่ไหน ขึ้นอยู่กับปัจจัย 4 อย่างด้วยกัน
1.ทำเลที่ตั้งต้องดี ใกล้แหล่งชุมชน สะดวกสบายในการเดินทางไม่เปลี่ยว
2.อัตราค่าเช่าที่เก็บได้เหมาะสม ต้องเก็บได้ในอัตราสูง
3.ค่าใช้จ่ายในการดำเนินการเหมาะสม ต้องสอดคล้องกับรายรับ
4.มีการบริหารจัดการที่ดี เพื่อทำให้อพาร์ตเมนต์มีความเรียบร้อยน่าอยู่ และควบคุมต้นทุนไม่ให้สูงเกินไป

อาคารพานิชย์
อาคารพานิชย์ ที่น่าลงทุนต้องเป็นทำเลที่ดี ติดถนนสำคัญ ที่สามารถทำธุรกิจการค้าได้ ทั้งนี้อาคารพานิชย์มีข้อดีที่สามารถหาคนมาเช่าได้ง่าย แต่ต้องเป็นทำเลที่ดีจริงๆ ข้อด้อยก็คล้ายๆ กับบ้านทาวน์เฮาส์ คือมีผนังติดกับบุคคลอื่น

ที่ดินเปล่า
การลงทุนซื้อที่ดินเปล่าไว้ก่อน และค่อยหาช่วงจังหวะโอกาสที่เหมาะสมในการรับสร้างบ้านทีหลัง เป็นทางเลือกในการลงทุนที่น่าสนใจ สำหรับคนที่มีบ้านอยู่แล้ว ซึ่งจะช่วยให้ผู้ลงทุนสามารถตักตวงประโยชน์ ข้อด้อยของการลงทุนในที่ดินเปล่า ก็คือ มีข้อจำกัดในเรื่องการกู้ยืมเงินมาใช้ลงทุน เนื่องจากสถาบันการเงินส่วนใหญ่ จะไม่ปล่อยกู้หากซื้อที่ดินเปล่าๆ เพราะถือว่าเป็นการเก็งกำไร

อย่างไรก็ตาม การจะลงทุนใดๆ ควรมีการศึกษาอย่างละเอียดรอบคอบ เพื่อประโยชน์สูงสุด

ที่มา : หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

การเลือกซื้อบ้านมือสอง

23/08/2009

บ้านสำหรับบางคน หมายถึงการที่เราต้องเก็บออมเงินเป็นเวลานาน แถมยังต้องมีภาระผ่อนชำระธนาคารไปอีกหลาย(สิบ)ปี ดังนั้นก่อนการตัดสินใจซื้อบ้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งบ้านมือสองแล้ว เรื่องที่สำคัญที่เราจำเป็นต้องตรวจสอบคือ

ขั้นแรก ควรสอบถามประวัติของบ้านจากเจ้าของเดิม เช่น สร้างเมื่อใด ใครเป็นผู้สร้าง ผู้ที่ทำการก่อสร้างนั้น มีที่อยู่ที่สามารถติดต่อได้ในปัจจุบันหรือไม่ มีใบอนุญาตก่อสร้างหรือไม่ มีแบบก่อสร้างพิมพ์เขียวที่ถูกต้องหรือไม่ รวมทั้งอาจสอบถามจากเพื่อนบ้าน ที่อยู่ในละแวกเดียวกันเกี่ยวกับบ้านที่จะซื้อ เช่น ประวัติของเจ้าของบ้านเดิม หรือ เรื่องราวที่อาจจะเป็นประโยชน์ ต่อการใช้ชีวิตอยู่ในบ้านหลังนั้นว่าดีหรือ ไม่ดีเพื่อความเป็นอยู่ที่สุข สบายของท่านและบรรดาสมาชิกในบ้านของท่านในอนาคต

ขั้นที่สอง เป็นการตรวจสอบด้วยสายตามองจากภาพกว้าง ๆ โดยรอบไปสู่ความละเอียดถี่ถ้วนในเรื่องต่าง ๆ ได้แก่

1. สภาพแวดล้อมรอบ ๆ บ้าน เช่น บ้านตั้งอยู่บริเวณที่ลุ่ม น้ำสามารถท่วมขังได้หรือมีมลภาวะจากเสียง แสง และกลิ่นไม่พึงประสงค์หรือไม่ มีโรงงานตั้งอยู่ใกล้หรือเปล่าต่าง ๆ เหล่านี้ เป็นต้น

2. สภาพโดยรวมของตัวบ้าน ซึ่งการสร้างบ้านที่ดีนั้นควรอยู่ในแนวดิ่ง ไม่เอียง คานและพื้นไม่แอ่นตัวมากจนเห็นได้ชัด มีร่องรอยการซ่อมแซมหรือไม่ ถ้าไม่แน่ใจอาจจำเป็นต้องหาสถาปนิกและวิศวกรในแขนงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องมาช่วยตรวจสอบ

3. ตรวจสอบสภาพรอยร้าวในผนังบ้านเกิดในลักษณะใด เป็นแบบแตกลายงาหรือรอยแตกในแบบ สะเปะ สะปะ หรือไม่ แต่ถ้าพบว่ามีรอยร้าวเอียง ทแยงมุมจากเสาถึงคาน หรือ จากพื้นถึงคาน หรือรอยร้าวในแนวดิ่งจากพื้นถึงคาน ควรหาวิศวกรโยธามาตรวจสอบ เพื่อให้มั่นใจว่าโครงสร้างและส่วนประกอบหลัก ๆ ของบ้านยังแข็งแรงอยู่ เพราะลักษณะการแตกร้าวดังกล่าวถือว่าอยู่ในขั้นก่อให้ เกิดอันตรายได้

4. การเลือกซื้อบ้านมือสองนั้น มีข้อควรระวังซึ่งถือว่าเป็นหัวใจหลักของการ พิจารณาเลือกซื้อบ้านมือสอง นั่นคือ การตรวจสอบรอยร้าวในคานและเสา อันเป็นโครงสร้างส่วนที่สำคัญที่สุดเรื่องความทนทาน แข็งแรงของอาคารบ้านเรือน หากตรวจสอบแล้ว พบว่ามีรอยร้าวในคานและเสาเกิดขึ้น ต้องดูว่ารอยร้าวที่เกิดขึ้นนั้นเป็นรอยร้าวประเภทใด ถ้าเป็นรอยร้าวเล็ก ๆ สั้น ๆ หรือรอยร้าวคล้าย ๆ รอยบนหลังเต่า ก็จงเข้าใจว่าสาเหตุของรอยร้าวนี้เกิดขึ้น เนื่องจากปูนที่ใช้ฉาบระหว่างการ ก่อสร้าง ซึ่งไม่มีผลกระทบต่อความแข็งแรง หรือรากฐานความมั่นคงของบ้านแต่อย่างใด

แต่ถ้ารอยร้าวนั้นเป็นรอยร้าวในแนวดิ่งที่กึ่งกลางของคานบ้าน เพื่อความมั่นใจ และความเป็นอยู่ที่ไม่มีผลกระทบในอนาคต ก็ควรปรึกษาวิศวกร โยธา ผู้ชำนาญงาน

5. ลำดับต่อมาเป็นการสังเกตดูสภาพพื้นของบ้านหลังนั้น ๆ ซึ่งในหลักการของการพิจารณานั้น บ้านมือสองที่อยู่ในสภาพที่ดี ลักษณะของพื้นไม่ควรมีรอยร้าวเป็นแนวยาวที่กึ่งกลางของแผ่นพื้น

6. การตรวจสอบระบบการใช้งานของ ประปา และไฟฟ้า ภายในบ้าน ซึ่งนอกจากต้องอยู่ในสภาพการใช้งานได้ดีแล้ว เรื่องของความปลอดภัยก็สำคัญไม่แพ้กัน ดังนั้นจึงมีวิธีการตรวจสอบความพร้อมของระบบภายในเหล่านี้

โดยต้อง เริ่มจากการตรวจสอบที่บริเวณผนังของบ้านและใต้ท้องพื้น หรือ เพดานใต้ห้องน้ำว่ามีการรั่วหรือซึมของน้ำหรือไม่ วิธีการนั้นให้ตรวจสอบจากการลองปิดก๊อกทุกตัวภายในบ้าน แล้วเช็คที่มิเตอร์ น้ำว่ายังเดินอยู่หรือไม่ ถ้าลองปิดก๊อกทุกตัวภายในบ้านแล้ว มิเตอร์น้ำยังคงหมุนอยู่แสดงว่ามีน้ำรั่ว ให้รีบตรวจสอบหาจุดที่เป็นต้นเหตุของการรั่วเสียก่อน แต่ถ้าลองปิดก๊อกทุกตัวภายในบ้านแล้วกลับไปตรวจสอบมิเตอร์ ปรากฏว่ามิเตอร์น้ำไม่หมุน นั่นแสดงว่า ระบบของน้ำไม่เป็นปัญหา

ส่วนการตรวจระบบไฟฟ้า ไม่ถือเป็นเรื่องที่ยุ่งยากซับซ้อนแต่อย่างใด หลังจากที่ลองเปิดไฟแล้วหาก สว่างใช้งานได้ทุกดวงก็ถือว่าผ่าน แต่ก็ควรตรวจสอบให้ลึกซึ้งกว่านั้น นั่นคือ สภาพของสายไฟหรือหม้อแปลง หรือ ทุกส่วนที่เกี่ยวกับการใช้ไฟหากเป็นสภาพที่เก่ามากแล้ว จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนใหม่

หากว่า ขั้นตอนของการพิจารณาด้วยสายตานั้น ยังไม่แน่ใจว่าสภาพการใช้งานยังคงดีอยู่หรือไม่ คงต้องมีการพึ่งเครื่องมือ หรือ อุปกรณ์เพื่อช่วยตรวจสอบให้มีความแน่ใจมากยิ่งขึ้น เช่น ไม้วัดระดับ สายยางสำหรับไม้วัดระดับ ลูกดิ่ง เป็นต้น หากพบว่าปัญหาที่เกิดนั้นซับซ้อนเกินกว่าความรู้ที่ช่างธรรมดา ทั่ว ๆ ไปนั้นจะแก้ไขได้ ก็ให้ปรึกษาสถาปนิก และวิศวกรที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบและแนะนำวิธีการ ซ่อมแซมที่ถูกต้องในการแก้ไขกันต่อไป

และข้อสำคัญที่ต้องตระหนัก คือ ไม่ควรประหยัดหรือเห็นแก่ของถูก ๆ เพราะอาจต้องเสียเงินมากในภายหลัง ดังคนโบราณท่านมักจะเตือนสติเราว่า เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่าย เพราะท่านจะต้องทนทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกาย เพราะอยู่ไม่สบายและทางจิตใจ เพราะเสียรู้ในการตัดสินใจซื้อบ้านมือสอง และต้องซ่อมแซมไม่รู้จบ

ที่มา : homeloverthai.com

ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.